เรามักจะถูกเปรียบเทียบ โดยคนรอบข้าง  จากพ่อแม่ พี่น้องที่ไม่เคยสนับสนุน จากเพื่อนที่คอยเหยียบย่ำ จากตัวเองที่อ่อนแอทั้งภายนอกและภายใน   แรงพลักดันที่ทำให้ เราไม่กล้าเผชิญโลกภายนอก  เราเคยเป็นPerfect Girl มาก่อน  เป็นคนที่จะทำอะไรแล้วทุกอย่างต้องออกมาดี  ฉันจะทำออกมาให้ดีที่สุด!! ต้องออกมาดี ถ้าไม่ดีงานชิ้นนั้นไม่ถือว่าเสร็จ  ชั้นจะทำจนกว่างานชิ้นนั้นจะดีในสายตาคนอื่น เคยมีความภาคภูมิใจในตัวเสมอ  ชอบนั่งดูชิ้นงานอย่างมีความสุข  และผลักดันตัวเองให้สูงขึ้น เราชอบเอาพรสรววค์ของตัวเองสอนคนอื่น  มันเป็นความภูมิใจ  เราเคยคิดอยากเป็นอาจารย์สอนศิลปะ อยากสอนให้คนที่เขียนรูปไม่เป็น มันเป็นความภูมิใจเลยนะ แต่พรสรววค์ที่เรามีมันจำกัด เราต้องใช้พรแสวงมากมาย มากกว่าคนทั่วไป เราเป็นคนคิดช้า ทำช้า  ความจำสั้น หัวไม่ดีเท่าที่ควร เรารู้เกรดความสามารถตัวเอง  และเรา เคยใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ด้วยตัวคนเดียว แต่มันไม่เป็นแบบนั้นเมื่อเราไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว

เรามีแฟนตอนปี1เทอม2  อดีตแฟนเราเป็นคนเก่ง  เก่งขนาดที่เรายอมรับ  เค้าเป็นคนที่หัวไบท์มาก  อะไรที่เค้าได้แตะเพียงครั้งเดียว เค้าก็จะทำเป็นทุกอย่าง  เค้าวาดรูปเก่ง  ใช้คอมเก่ง เราเรียนเอกภาพยนตร์ด้วยกัน  ฉันคิดเสมอว่า เค้าเป็นศุนย์กลางคนในเอกเลย  เค้าเก่ง หัวอ่อน  ใจดี ใครอยากให้เค้าทำอะไรให้เค้าก็ทำให้ 

 แต่ที่เราสนใจเค้า (สนใจในแง่อื่นนะ) เค้าไม่ได้เก่งทุกอย่าง  เค้า ดรออิ้งไม่เป็น  เราชอบสอนคน เราชอบสอนเค้าดรออิ้ง  แต่บางทีก็ไม่ได้สอน วาดให้เลยก็มี ในกรณีที่มีเวลาจำกัด 

เราเก่งกันคนละอย่าง  เค้าเก่งสายใช้สมอง  เราเก่งด้านการใช้แรงงาน การประดิษฐของต่างๆนานา เพราะว่าบ้านเรามีแต่ผู้ชาย ถึงพ่อเราไม่ได้เรียนหนังสือแต่ท่านเก่ง ท่านชอบประดิษฐ์นู่นนี่แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ท่านทำได้ทุกอย่างเลย ประกอบตู้กระจกก็ทำได้  ถึงเราจะไม่ได้มาบ้านตัวเองบ่อยแต่ทุกครั้งที่ได้เหยียบบ้านตัวเองเราก็ได้ความรู้กลับไป พี่ชายเราก็เรียนกรุงเทพวิจิตรศิลป์  เราเติบโตมากลับครอบครัวกึ่งศิลปะ มันทำให้เรา มีความละเอียดรอบครอบมากขึ้น 

ฉันต้องทำให้ดี แม้ที่บ้านจะแอนตี้ ศิลปะทุกแขนงก็ตาม พี่ชายถูกแอนตี้  แล้วเราก็เจริญตามรอยพี่  โดนบังคับให้เลิกเรียน โดนคำพูดจิกกัดมากมาย

 

มันเป็นความชอบที่แถ...แถไปมากเลย ที่ไหนก็ได้ที่ได้เรียนศิลปะ ที่ไหนก็ได้ที่ไกลจากบ้านตัวเอง

ฉันเสียใจ....ที่วันนั้นฉันไม่เลือกเรียนสายอื่น

 

เราเติบโตมาแบบไม่คบสลึง ครอบครัวไม่ได้อบอุ่น  เราไม่ได้อยู่กับครอบครัวตัวเอง  ทุกคนเผด็ญการ คนรอบตัวเราเป็นแบบนั้น  เราต้องใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ ตั้งแต่เด็ก จนตัวเองไม่มีความคิดแบบเด็กวันรุ่นหลงเหลืออยู่เลย  เราเป็นคนใช้ชีวิตแบบเคร่งเครียด เพราะตัวเองเป็นคนหัวช้า เรียนไม่เก่งเหมือนคนอื่น ความกดดันจากครอบครัวเราค่อยข้างสูง

 

 เรามีแฟนตอนปี1เทอม2  เพื่อนเราคนนึงไม่สนิทกันแต่เค้าสนิทกับอดีตแฟนเรา  เคยพูดว่า การที่เรา2คนคบกัน จะทำให้เราเสียนิสัย  เพราะอดีตแฟนเราเก่ง และทำได้ทุกอย่าง เค้าจะทำงานให้เรา จนเราทำอะไรไม่เป็น เรื่องนี้จริง แต่จริงแค่ในมุมมองของเค้า 

 เรารู้สึกถึงแรงผลักดันบางอย่าง เป็นแรงกดดันที่ทำให้เราสูญเสียน้ำตาในทุกวันตลอด3ปี  เมื่อเราใช้ชีวิตที่ผูกติดกับเค้า  กับอดีตแฟน กับเพื่อนๆของอดีตแฟน

เราถูกเปรียบเทียบกับคนที่เรารัก กับคนที่เก่งกว่าเราในทุกด้าน เค้าเป็นที่ยอมรับในสังคม จะทำยังไง ฉันก็ไม่เคยได้รับการยอมรับ  มันทำให้เราหัวเสีย  Perfect Girl  กำลังจะระเบิดตัวเอง  เราถูกจิกกัดโดยคนรอบข้างทุกวัน จิกกัดกันต่อหน้า ด้วยคำพูดเฉือดเฉือน  ว่าเราไม่เหมาะจะเดินเคียงข้างเค้า เราเป็นได้แค่ภาระ เป็นตัวถ่วงความเจริญ  ตลอด3ปี ด้วยคำพูดมากมาย  ทำให้เราหมดศรัทธาในตัวเอง ทำให้เราเจ็บช้ำจนยากที่จะเดินต่อไป

เราเลิกวาดรูปไปเลย เราหยุดทั้งพรสรววค์และพรแสวงเอาไว้ตรงนั้น ตรงที่ๆไม่มีคนเห็นหัวเรา ไม่เห็นว่าเรามีค่า ไม่มีเลย คำพูด คำวิจารณ์ต่างๆนานา ไหลหลั่ง เหมือนกระเเสน้ำกราดเกรียด เข้าสู่ตัวเรา

 

เขื่อนในจิตใจ.....ได้พังลงแล้ว

เรามักสนใจ คำพูดคนอื่นเสมอ ไม่รู้ว่าทำไม  หรืออาจเป็นเพราะความอ่อนแอภายในของเรา ใช่....ใช่แน่ เพราะตั้งแต่นั้นมา Perfect Girl  ก็พยายามอำลาโลกบ่อยครั้ง 

 

Perfect Girl  คนนั้นได้ตายจากไปแล้ว  เหลือ เพียงคนขี้ขลาด  ไร้วิญญาณ ไร้ความคิด ไร้สติ

 

เรา เป็นได้แค่เงาของอดีตแฟน  เป็นเงาที่ไม่ได้มีความหมาย กับวัตถุต้นกำเนิดแสง  และเมื่อในวันนี้ไม่มีตัวกำเนิดแสง  เงาในวันนั้นก็ดับลง   

 

 

ฉันไม่เคยได้รับการยอมรับ  ในสังคม  เพียงเพราะฉันเป็นคนหัวช้า  ต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น

ฉันอ่อนแอ  หัวเสีย และจบลง ด้วยการ ประนามตัวเอง ว่าเป็นคนไร้ค่าในสังคม

 

 

ฉันในวันนั้น  สูญเสียทุกอย่างไป  เคยพลั่มบ่นกับตัวเอง  ฉันต้องไม่บอกเรื่องนี้กับใคร

 

แต่ก็ทำไม่ได้  ในวันนี้ฉันอ่อนล้าเหลือเกิน 

 

ฉันหาตัวเองไม่เจอ  นำPerfect girl คนนั้นคืนกลับมาไม่ได้ 

 

 เอาอดีตแฟนกลับมาเป็นแฟนไม่ได้  เพราะฉันนั้น ไม่มีค่าพอ

 

เค้าบอกฉันว่า เพราะฉันไม่ขยัน และไม่เก่งเหมือนเดิม อีกแล้ว เค้าเหนื่อยที่ต้องดูแล  คนอย่างฉัน

 

ฉันในวันก่อนหน้านั้นทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง  ฉันในวันนั้นหลังจากที่คบกับ เค้า เพราะมีเค้าเราเลยเคยตัว

เพราะเราล้มระเนระนาด  เเล้วเค้าก็พยายามยื้อเราให้จบออกมาพร้อมกัน

 

ฉันในวันนั้นล้มเพราะแพ้ใจตัวเอง

 

ฉันเกลียดแรงผลักดันรอบตัวเค้า  มันทำให้ฉันไม่อยากทำอะไรเพราะกลัวการเปรียบเทียบ  กลัวคำวิจารณ์ จากคนรอบตัวเค้า 

ฉันหยุดทุกอย่างลง เพราะเจ็บกับคำวิจารณ์ว่า  ฉันไม่มีคำเพียงพอ

 

ฉันไม่น่าแพ้ใจตัวเอง เราไม่น่าคบกัน  ฉันจะได้ไม่เจอคำจบสบประมาณแรงๆ ที่ทำให้ไฟชีวิตฉันคับลง

 

เธอเคยถามว่าคบกับเธอแล้วฉันเสียใจไหม ลำบากใจไหม ในแง่ความรักฉันไม่เสียใจเลย  ฉันแค่เสียตัวเองไป

ฉันไม่อยากพูดทำร้ายจิตใจเธอ  ว่าการที่เราคบกัน........ มันเป็นความผิดผลาด....ของตัวฉันเองที่ดันรับปากว่าจะคบกับเธอ......หากฉันรู้.....ก็รู้แหละแต่ฉันก็ยังยอม....รักเธอ...ฉันยอม...ทำไม....ถ้าฉันรักตัวเองมากกว่านี้...เรื่องของเราคงจบไปตั้งแต่ปีแรกแล้ว....ฉันติดคนง่าย....ฉันหลงไปรักเธอ...แล้วก็ไม่เเคร์ว่าตัวเองจะถูกประณาม ......................ถึงต้องแลกกับภาวะซึมเศร้ายาวนาน3ปีกว่าก็ยอม....ดีกว่าชีวิตที่ไม่มีเธอ

 

ฉันในวันนี้อ่อนแอเหลือทน

ฉันพยายามดึงพรสรววค์ที่ถูกเหยียบไว้ โดยเธอ   กลับมา  เพราะฉันในวันนี้เสียเธอไปแล้ว 

 เธอเอาไปหมดทุกอย่าง  ไม่เหลืออะไรไว้ให้ฉันเลย

 

ฉันที่เคยสว่างไสว  ถูกเธอดับแสงโดยใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ 

 

ฉันลืมตัวเองเอาไว้ในอดีต  อดีตที่ยังทำร้ายฉันในทุกๆทาง 

ฉันในวันนี้ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ได้แต่ใช้ชีวิตในมุดมืดสุดๆในสังคม 

ฉันในวันนี้ กลายเป็นคนไร้ค่าโดยสิ้นเชิง

ฉันในวันนี้กำลังหมกตัวอยู่ในบ้าน  และเอาความรู้ที่เรียนมา คืนอาจารย์  เอาตัวเองสังเวย โรคโฟเบียสังคม

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วรู้สึกมีบางอย่างที่คล้ายกัน แต่บางเรื่องก็รู้สึกว่ายังผ่านมาเบากว่ามากนัก.... ทางบ้านไม่ได้บีบคั้นมาก นักแต่บ้านแฟนและเพื่อนบางคนจะชอบกัดจิกดูถูกกับงานสอนศิลป์ของเราประจำ แต่เราก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำและไม่เคยเสียใจกับมัน แม้ว่าจะเจ็บมาไม่เท่ากันแต่ก็มีบางอย่างที่พอจะเข้าใจ หวังว่าบางคำจะไม่ทำให้รู้สึกไม่ดีขอรับ

ส่วนตัวแล้วเวลาสอนวาดภาพก็มีการวิจารณ์งานเป็นของคู่กัน แต่เราคิดว่า "คำชม คำด่า คำพูดส่วนตัวที่ไร้เหตุผล" ไม่ใช่คำวิจารณ์ ที่สำคัญการวิจารณ์ผลงานชิ้นนั้นๆที่ดีไม่ควรเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นใด

"ฉันในวันนี้ ไม่ใช่ฉันในวันหน้า" สิ่งที่ได้รับมาแล้ว แม้จะหลงลืมไปบ้างแต่ก็ไม่ได้หายไปไหน เมื่อเราหยิบจับมันก็กลับมาใหม่ ให้เวลากับมันซักพัก แล้ววาดรูปพักผ่อนให้สบายใจขึ้นเถอะขอรับ~ surprised smile

#1 By Blood Lust Vampyre (::[o]::) on 2010-05-02 03:46